โซเชียลมีเดีย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการพูดและเขียนภาษาอังกฤษจริงหรือ?

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า social media ( โซเชียลมีเดีย ) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น  ตั้งแต่การแบ่งปันความคิดและภาพถ่ายของเราไปจนถึงการวางแผนท่องราตรี  คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะจัดการชีวิตสังคมของตนด้วยการนัดหมายผ่านเทคโนโลยีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรืออย่างน้อยก็ให้มันมีอิทธิพลอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่การเปลี่ยนแปลงจากการที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ทางกายกันมากกว่านี้มีผลต่อวิธีการในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษของเราหรือไม่? วันนี้เราจะมาเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้ในโซเชียลมีเดีย ดังนี้

พวกคลั่งใคล้ความเร็ว: อัตราการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ social media ( โซเชียลมีเดีย )  ทำคือทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนจำนวนมากจนถึงระดับโลกเปรียบเทียบกับที่เราเคยติดต่อสื่อสารได้แค่ในระดับท้องถิ่น  นี่เป็นการดีเมื่อมันหมายถึงการที่เราสามารถรักษามิตรภาพให้เหนียวแน่นอยู่ได้ผ่านระยะทางที่ยาวไกลเหลือประมาณ  แต่มันก็เป็นการเพิ่มขึ้นของความต้องการของแต่ละบุคคลในการที่จะรักษามิตรภาพขนาดมหึมาของตนให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง  ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักรนั้นค่าเฉลี่ยของจำนวนเพื่อนของแต่ละบุคคลบนตกอยู่ที่ 300 คนโดยประมาณ  ถึงแม้ว่าที่จริงคุณจะมีเพื่อนจริงๆ เพียง…สมมุติว่า 10% ของจำนวนดังกล่าว  คุณก็ยังคงมีมิตรภาพที่ต้องพยายามรักษาไว้ถึง 30 คน

ผลที่ตามมา?  ความเร็วในการติดต่อสื่อสารที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  Facebook ทำให้คุณติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิผล และที่สำคัญที่สุดก็คือมีประสิทธิภาพ  เพราะการแลกเปลี่ยนข้อเขียนต้องรวบรัดและถูกแบ่งปันระหว่างผองเพื่อนที่คุณติดต่อด้วยซึ่งหมายความว่าคุณมีจำเป็นต้องเขียนแค่เพียงครั้งเดียว  บน Twitter มีการจำกัดตัวอักษรไว้เพียง 140 ตัว  เพราะฉะนั้น  ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีปัญหาเรื่องเวลาแต่คุณก็ต้องพยายามทำให้ข้อความของคุณสั้นกะทัดรัดอยู่ดี

LOL! OMG! TTYL!

ปัจจุบันนี้มีการนำเอา acronyms (อักษรย่อที่เกิดจากการนำอักษรตัวแรกของแต่ละคำในประโยคมาสะกดเป็นคำใหม่) มาใช้แทนประโยคเต็มกันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว  เช่น  LOL (laugh out loud(หัวเราะเสียงดัง))  OMG (Oh my God(โอ…พระเจ้าช่วย))  TTYL(talk to you later(แล้วคุยกันใหม่)) เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่า social media ทำให้สิ่งต่างๆ เร็วขึ้นด้วยการลดความจำเป็นในการเขียนวลียาวๆ และลดช่องว่างระหว่างคำลง

J หรือ L?

Emoticons (รูปใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น หน้ายิ้ม หน้านิ่วคิ้วขมวด  ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างตัวอักษรต่างๆ ที่อยู่บนแป้นพิมพ์) และถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของผู้ใช้หรือแสดงเจตนารมณ์โดยไม่ต้องเขียนลงไป  คุณอาจแย้งว่านี่เป็นรูปแบบการเขียนอย่างขี้เกียจแต่ social media ไม่ใช่กระบวนการแห่งการสร้างสรรค์งานเขียน(อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแง่ของประเพณีนิยม)  แต่เป็นวิธีการในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับสารที่รวดเร็วและสะดวกสบายเท่านั้นเอง

ผลกระทบของเรื่องนี้ที่มีต่อวิธีการพูดในโลกของความเป็นจริง

ภาษาเป็นสิ่งที่วิวัฒน์ไปเรื่อยๆ  มันคงไม่เข้าทีที่จะคิดว่าภาษาที่ใช้ใน social media ไม่ได้มีผลต่อวิธีการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันของเรา  คงเป็นการดีที่จะมีการพิจารณาในแง่ที่ว่าผลกระทบที่ social media ( โซเชียลมีเดีย ) มีต่อวิธีการในการติดต่อสื่อสารนั้นมีมากน้อยเพียงใด

มีคำจำนวนมากเกิดจาก social media ( โซเชียลมีเดีย )  และอินเตอร์เน็ตก็แพร่หลายจนกลายเป็นสิ่งปกติไปแล้ว  คำเหล่านี้จึงกลายเป็นคำที่ได้รับความนิยมโดยที่เราไม่ทันได้รู้สึกตัว  ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของคำที่น่าสนใจซึ่งเกิดจากเทคโนโลยี  ได้แก่  blogosphere (collective word สำหรับเว็บไซต์ส่วนตัวที่เรียกว่าบล็อก)  troll (ใครบางคนที่สร้างความขัดแย้งออนไลน์ด้วยการเริ่มการโต้เถียงหรือทำให้สาธารณชนผิดหวัง)  และ buzzword (คำหรือวลีที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)  แม้แต่ acronym บางคำยังถูกนำมาใช้ในคำพูดที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น  ‘lol’  เป็นต้น

ปรากฏการณ์น่ารู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งเราได้เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คือการกำหนดความหมายของคำที่ใช้กันอยู่ขึ้นมาใหม่และคำที่มาจากการที่แบรนด์ต่างๆกำหนดขึ้นใช้ใน social media ( โซเชียลมีเดีย ) ของพวกเขา  การกำหนดความหมายของคำขึ้นมาใหม่เป็นกระบวนการทางด้านวัฒนธรรมที่เกิดจากกลุ่มหนึ่งๆ อ้างคำต่างๆ ที่ใช้ในความหมายหนึ่งขึ้นมาแล้วกำหนดความหมายของคำเหล่านั้นขึ้นใหม่  ในทำนองเดียวกันผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ social media ก็มีแนวโน้มที่จะนำคำที่ใช้กันอยู่มาสร้างคำใหม่ไปเรื่อยๆ

‘Friended’ กับ ‘unfriended’ เป็นสองตัวอย่างของคำที่มีการกำหนดความหมายขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในสื่อออนไลน์  คำว่า ‘friend’ กับ ‘befriend’ มาจากภาษาอังกฤษโบราณซึ่งเริ่มมีใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่มีการกำหนดความหมายขึ้นมาใหม่ซึ่งแตกต่างจากความหมายเดิมอย่างลิบลับเพราะ Facebook (กระบวนการในการเพิ่มหรือตัดใครสักคนออกจากสารบบของการเป็นเพื่อนกับคุณ)  ‘Like’ กับ ‘viral’ ก็เป็นอีกสองตัวอย่างของคำที่นิยมใช้ซึ่งมีการกำหนดความหมายขึ้นมาใหม่โดย social media

มีหลายครั้งหลายคราวที่แบรนด์ออนไลน์กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและคำต่างๆ ก็คืบคลานเข้ามาเป็นภาษาอังกฤษโดยมีรากฐานอยู่ที่แบรนด์เหล่านั้น  ‘Google’ เป็น search engine ระดับแนวหน้าของโลกและมีการนำไปใช้ในระดับสากลทำให้วลี ‘Google it’ เข้ามาแทนที่วลี ‘search for it’ ในคำพูดที่ใช้พูดทั่วไป  ตัวอย่างคำที่มีการยกระดับขึ้นมาจาก social media โดยตรงยังมีอีกมาก  เช่น  ‘tweet it’ หมายถึงการเขียนข้อความด้วยการใช้ Twitter  แต่ต่อมาความหมายเพี้ยนเป็น ‘share it’

สรุปว่า social media ( โซเชียลมีเดีย ) เปลี่ยนวิธีการในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษของเราไปหรือไม่?  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเปลี่ยน

ลองคิดดูสิ  เมื่อ 10 ปีที่แล้วถ้ามีใครสักคนมาขอให้คุณ “เป็นเพื่อนของเขา” หรือ “อินสตราแกรม” รูปถ่ายมื้อเที่ยงของเขา  คุณคงเกาศีรษะของคุณพร้อมทั้งสงสัยว่าพวกเขาปกติดีหรือเปล่า

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked